Home » การเงิน » แชร์ลูกโซ่ คืออะไร- เราจะรู้ได้ไงว่าอันไหนคือแชร์ลูกโซ่

แชร์ลูกโซ่ คืออะไร- เราจะรู้ได้ไงว่าอันไหนคือแชร์ลูกโซ่

เมื่อ 2 ปีที่แล้วมีคนรู้จักของผมมาชวนให้ไปลงทุนได้เงินตรากองทุนแห่งหนึ่ง โดยมีรายละเอียดว่าเมื่อลงทุนแล้วจะการันตีผลตอบแทนอย่างน้อยเดือนละ 6% ของเงินลงทุนโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลยแถมเมื่อชวนคนอื่นมาลงทุนก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วย พอฟังรายละเอียดจบผมก็รู้สึกคุ้นเคยเรื่องราวแบบนี้ว่าอาจจะเป็นแชร์ลูกโซ่หรือเปล่า จึงตัดสินใจปฏิเสธไปแล้วจนคนที่มาชวนว่าการลงทุนแบบนี้น่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่นะ มีความเสี่ยงว่าจะโดนโกงสูงมากแต่แน่นอนว่าเขาก็ไม่เชื่อ พร้อมยังโชว์บัญชีให้ดูว่านี่ไงเขาก็ได้เงินจริงๆนะเวลาผ่านไป 2 ปีจนถึงวันนี้ทุกอย่างก็ชัดเจนบริษัทแห่งนั้นจะหายตัวเงินลงทุนที่ใส่ไปก็หายไปทั้งหมด ในบทความนี้ผมจึงอยากจะมาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าแชร์ลูกโซ่ว่ามันคืออะไรกันแน่และเราสามารถแยกแยะได้อย่างไรว่าอันไหนคือแชร์ลูกโซ่อันไหนคือการลงทุน โดยเนื้อหาจะเป็นยังไงนั้นไปลองดูกันเลยครับ

แชร์ลูกโซ่คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพมาลองดูตัวอย่างกันมีบริษัทแห่งหนึ่งมาแนะนำการลงทุนรูปแบบใหม่ให้กับนายเอซึ่งการลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย พอฟังแบบนี้แล้วนายเอก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกันว่าอะไรมันจะง่ายขนาดนั้น แต่ด้วยความที่ผลตอบแทนมันดึงดูดใจจึงลองใส่เงินลงไปดูสัก 10,000 บาทก่อนเผื่อโชคดีว่าเป็นของจริงขึ้นมาทางบริษัทก็ทำการเปิดบัญชีและมอบรหัสผ่านเพื่อเข้าไปตรวจสอบยอดเงินลงทุนของเราได้ในเว็บไซต์ พอเวลาผ่านไป 1 ปีเมื่อนางเอเข้าไปเช็คยอดเงินในเว็บไซต์ก็พบว่าเงินลงทุนของเขากลายเป็น 20,000 บาทแล้วและเมื่อนายเอลองถอนเงินทั้งหมดออกมา 20,000 บาทก็พบว่าถอนเงินออกมาได้จริงๆ พอเป็นแบบนี้นายเอก็เลยเชื่อสนิทใจเลยว่านี่น่าจะเป็นการลงทุนของจริงแล้วล่ะและเขาก็ได้ค้นพบสุดยอดของการลงทุนเข้าให้แล้ว จึงได้ไปแนะนำเพื่อนๆให้มาลงทุนด้วยกันพร้อมทั้งเอาเงินตัวเองใส่เข้าไปอีก และทุกคนที่มาลงทุนก็พบเหตุการณ์เช่นเดียวกับนายเอและการบอกเล่าปากต่อปาก ก็ส่งต่อไปเป็นทอดๆเป็นสายยาวเหมือนโซ่คราวนี้มาลองมองในมุมของบริษัทที่หลอกลวงกันบ้างว่าเขาทำได้ยังไง หลังจากที่ประกาศเชิญชวนให้คนมาลงทุนในตอนแรกก็มีคนสนใจไม่มากนัก

สมมุติว่ามีแค่ 3 คนคือนาย a นาย b และ c โดยแต่ละคนลงทุนกันคนละ 10,000 บาทดังนั้นในปีแรกเงินลงทุนทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่ก็คือ 30,000 บาทพอเข้าสู่ปีที่ 2 บริษัทก็ทำการอัพเดทตัวเลขของแต่ละคนในเว็บไซต์ให้กลายเป็น 2 เท่า กลายเป็นคนละ 2,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งหมด 60,000 บาทจ่ายเงินที่มีอยู่จริงๆนั้นมีแค่ 30,000 บาทเหมือนเดิมนะครับ คราวนี้พอนายเอถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมด 20,000 บาทบริษัทจะเอาเงินกองกลางที่มีอยู่ 30,000 บาทจ่ายให้ไปจนเหลือ 10,000 บาทถึงจุดนี้เองความน่าเชื่อถือของบริษัทก็จะดูสูงขึ้น เพราะดูเหมือนว่าลงทุนแล้วได้กำไรจริงแถมยังถอนเงินได้จริงนาย a b และ c ก็จะใส่เงินลงทุนให้มากขึ้นแล้วไปชวนคนอื่นมาลงทุนด้วยจนเกิดกลายเป็นกลุ่มนักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้เงินกองกลางจะโตและสามารถจ่ายผลตอบแทนให้คนที่เข้ามาก่อนได้ สาเหตุหลักที่ทำให้แชร์ลูกโซ่ประสบความสำเร็จก็คือธรรมชาติของคนเรานั้นถ้าเราลงทุนไปแล้วได้ผลตอบแทนสูงขนาดนี้ก็มีน้อยคนนะที่จะอยู่ๆก็เลิกแล้วถอนเงินไปกลางทาง พอเวลาผ่านไปกองทุนปลอมที่บริษัทนี้ตั้งขึ้นเพื่อจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดที่ไม่ค่อยมีคนใหม่เข้ามาลงทุนแล้วและนักลงทุนหน้าเดิมก็ใส่เงินมาจะหมดแล้ว สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย คราวนี้ก็จะเกิดปัญหาที่ว่าเงินกองกลางของจริงมันไม่ใหญ่ขึ้นแต่ตัวเลขบัญชีของแต่ละคนที่ลงทุนนั้นต้องเพิ่มขึ้น 2เท่าทุกปีแล้วทีนี้ถ้าคนถอนเงินการบริษัทจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย คำตอบก็คือไม่จ่ายครับก็แค่ปิดบริษัทหนีไปต่างประเทศแล้วพอมีคนลองถอนเงินออกมาก็จะพบว่าถอนไม่ได้แล้วความจริงทุกอย่างก็จะเปิดเผยในตอนนี้ว่านี่คือแชร์ลูกโซ่นั้นเอง สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะฝากลักษณะเฉพาะของแชร์ลูกโซ่โดยมีทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ครับข้อสังเกตแรกการันตีผลตอบแทนสูงลิบนักลงทุนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตำนานอย่างวอร์เรนบัฟเฟตต์ ได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์แต่แชร์ลูกโซ่เหล่านี้กับการันตีผลตอบแทนซึ่งเราไม่ต้องลงแรงอะไรเลยมากขึ้น 100% ในบางเจ้า ข้อสังเกตที่ 2 ชวนคนมาลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเพิ่มลองนึกถึงคอนม่อนเซ็นต์ง่ายๆนะครับทำไมการชวนคนอื่นเอาเงินมาลงทุน 10,000 บาทได้ผลตอบแทนมากกว่าการที่เอาเงินตัวเองมาลงทุน 10,000 บาท ฟังดูแปลกๆไหมครับเพราะถ้าการลงทุนจริงๆมันก็ไม่น่าจะเกี่ยวกันสักหน่อยว่าเงินนี้ใครเป็นเจ้าของ ข้อสังเกตที่ 3 การันตีทุกอย่างแต่ไม่มีหน่วยงานไหนให้การรับรองเลย ปกติแล้วการลงทุนทุกอย่างในประเทศไทยจะต้องมีหน่วยงานที่คอยควบคุมดูแลเสมอเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยตลาดหลักทรัพย์การที่ไม่มีหน่วยงานไหนรับรองนั้นก็แสดงถึงความเสี่ยงที่บริษัทนั้นอาจจะพูดเองเออเองทุกอย่างก็ได้