รู้ก่อนรอดก่อน เตรียมรับมือเศรษฐกิจพังปี 2020

ว่าด้วยเรื่องรู้ก่อนรอดก่อนรับมือเศรษฐกิจ ปี 2020 มั้งประมาณเอานะครับเพราะไม่มีใครฟันธงหลายคนคงจะได้ยินคนพูดถึงเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจที่เราจะมาถึงหลายคนก็บอกว่าไม่ได้ยินเลย ก็จะถามกลับว่าไปอยู่ที่ไหนมาทั้งโลกเขากำลังกลัวกันมากนะ ผมเองก็ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์นะแต่ว่าเป็นคนศึกษาประวัติศาสตร์ ปกติแล้วเนี่ยวิกฤตเศรษฐกิจเนี่ยจะมีเกิดขึ้นทุก 8-10 ปีตรงเลยไม่เคยพลาดเลยนะครับเช่น อเมริกามีดอทคอมแคช ครับ 2008 ก็มี subprime ซึ่ง 2008 บวกไปอีก10ปีก็ 2018 ใช่ไหมก็คือปีที่แล้วปรากฏว่าไม่เกิด คนก็เลยรู้ว่าเกิดปีนี้ไหมหรือปีหน้าหรือเปล่า ซึ่งตอนนี้ก็มีบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกออกมาพูดถึงเยอะมากนะครับไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล หรือยัง Ray Dalio ครับบอกว่า 1 คนเลยที่เวลาที่เขาพูดโลกต้องฟังเพราะว่าคราวที่แล้วเนี่ยปี 2008 เขาเป็นคนที่ทำนาย เรื่องของ Subprime เอาไว้ถูกต้องว่าจะเกิดนะครับ คือสิ่งที่ต้องเตรียมตัวดีกว่าในเมื่อเราค่อนข้างจะรู้มั่นใจว่ามันเกิดชัวร์ใช่ไหมครับเราต้องทำยังไงบ้างอยากรู้ไหมถ้าอยากรู้ก็เลยกดไลค์ก่อน เรามาดูว่าต้องทำยังไงนะรอบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอีกไหมแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดจากอะไรครับ ยกตัวอย่าง 2ครั้งที่เกิดขึ้นคือ ต้มยำกุ้งกับ Subprime น่าจะคล้ายกันคือว่า ความล่ะหลวมของธนาคารให้คนกู้เงินง่ายถ้าเป็นสมัยต้มยำกุ้งสมัยนั้นก็คือคนสามารถที่จะกู้เงินได้ ก็คือคิดโปรเจคขึ้นมา เช่นอยากทำอาคารพาณิชย์ขายจะทำห้างอะไรก็ว่าไป ก็ได้เงินมาแต่ปรกฏว่าไม่ได้ทำโครงการจริงเอาเงินไปทำอย่างอื่นให้เล่นหุ้น นั่นคือปี 40 ส่วน Subprime ก็มีความคล้ายคลึงกันคือคนสามารถซื้อบ้านมาให้ 1 หลังที่ 2 3 ง่ายนะครับ แต่จริงๆคนไม่มีกำลังส่งจริง ถ้าพูดโดยรวมก็คือมันเป็นเรื่องของความล่ะหลวมของสถาบันการเงิน แล้วก็ความโลภกูบ้าน 1 ได้ที่ 2 ได้กะว่าเอาไว้ขายทำกำไรหรือจะปล่อยเช่าเลยว่าแต่ ปรากฏว่าว่าเศรษฐกิจมันไม่ดีอย่างนั้นจริงๆมีแบบนี้เต็มไปหมดเลยสุดท้ายก็ล้มเป็นโดมิโนไปนะครับ ถ้าพูดเรื่องนี้จะยาวแล้วล่ะแนะนำว่าไปดูมันจะมีสารคดีเรื่อง Inside Job นะหรือว่าหนังสือ The Big Short ซื้อให้ความรู้เรื่องนี้ได้ดีมากนะครับ แล้วรอบนี้มันจะมาจากไหนเขาก็ว่ากันว่าน่าจะมาจากพวกยิวโอโซนแถบยุโรป เขาว่าคนเขาพูดถึงเช่นอิตาลีหนี้เสียเยอะหรือว่าไปแล้วมันก็หนี้เสียเยอะเต็มทุกประเทศอยู่แล้ว แต่ตอนนี้บางคนก็บอกว่า Emergency marketing คือประเทศที่กำลังพัฒนาเติบโตอย่างโซนบ้านเรานี่แหละบัวกับตอนนี้มีสงครามการค้าจีนอเมริกาทะเลาะกันยิ่งกดดันเศรษฐกิจโลกเข้าไปอีก และบางคนก็บอกว่ารอบนี้จะใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่บางคนก็บอกว่าไม่หรอกรอบนี้เบาถ้าเกิดเบาเพราะว่าธนาคารรัดเข็มขัดมาก ถ้าเจ็บก็เจ็บไม่เยอะถ้าถามว่าดูยังไงโดยปกติแล้วเท่าที่เคยเห็นมาเนี่ย วิกฤตเศรษฐกิจก่อนจะเกิดขึ้นคือทุกอย่างมันจะดีหมดแบบซื้อง่ายขายคล่องทุกอย่างดูดีไปหมด ถ้าเมื่อก่อนจะดูประมาณนี้ก็คืออัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยเงินฝากก็จะสูงดอกเบี้ยเงินกู้ก็สูงมากอย่างเช่นเวียดนามก็ได้ครับประมาณสัก 5 ปีที่แล้วเนี่ยเขาเกิดวิกฤตบ้านเขาเหมือน ดอกเบี้ยเงินฝากก็ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์นะกูเข้าไปถึง 16 17 เปอร์เซ็นต์นะครับสุดท้ายก็เกิดฟองสบูู่ที่เวียดนาม แต่ตอนนี้คือกลับมาน่าจะปกติตอนต้มยำกุ้งเองก็เป็นอย่างนั้นนะครับตอน Subprime ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันแต่รอบนี้ดอกเบี้ยมันต่ำมันก็เลยพูดยากว่ามันจะเกิดยังไง

แต่ที่สำคัญคือถ้ามันเกิดขึ้นมันจะมีผลอะไรกับเราใช่ไหมวิกฤตเศรษฐกิจนี่แหละเป็นตัววัดเส้นทางบริษัทก็เป็นตัววัดว่าบริษัทน้ำแข็งแรงจริงไหมจริง บริษัทที่แข็งแรงจริงๆเขาก็จะไม่ค่อยกระทบเขาก็สามารถดำเนินกิจการต่อได้ไปต่อได้ ส่วนธุรกิจที่ไม่แข็งจริงก็จบ เวลาในการกว่าจะกู้กลับมานานแล้วบางทีก็หายไปเลยก็มีเหมือนกันถ้าเกิดขึ้นจริงๆบางบริษัทแน่นอนคือรายได้ลดลงวิธีการเดียวที่เขาจะทำให้บริษัทที่อยู่รอดได้คือต้องลดรายจ่ายซึ่งพนักงานคือรายจ่าย ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายๆคนเนื่อรายจ่ายใหญ่สุดของเขาคือพนักงานประจำ มันก็จำเป็นที่จะต้องเลย์อ๊อฟออกก่อนนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนไม่ใช่แค่ไทยครับทุกประเทศเป็นเหมือนกันหมด บางคนอยู่องค์กรต่างชาติที่อยู่ในไทยอย่างนี้บริษัทแม่แย่ ลูกก็โดนไปด้วยนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจะต้องแข็งแรงด้านการเงินด้วยตัวเอง คุมเศรฐกิจด้วยตัวเองไม่อยากให้เศรฐกิจมาคุมคุณสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอีกโดยปกติแล้วนะถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็คือคนก็จะไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอย ลำพังตัวเองรายได้ก็อาจจะไม่ค่อยดีอยู่แล้วหรือบางคนโดนไล่ออกเงินไม่มีจะให้มาช้อปปิ้งฟุ่มเฟือยอีกก็คงไม่ได้ ทีเนี้ยพอคนไม่ค่อยใช้เงินมันก็เลยทำให้การค้าขายโดยรวมแย่ลงไปด้วยก็เลยกระทบเป็นโดมิโนไปหมดเลย คุณแน่นอนก็ตกทรัพย์สินต่างๆก็ต้องราคาตกลงเป็นเรื่องธรรมดา หุ้นตกทรัพย์สินราคาตกนั่นแหละมันเป็นจังหวะของคนที่มีความรู้ไงครับ คืออย่างที่บอกครับว่าจริงๆวิกฤตถ้าในวงนักลงทุนคือเขาชอบมากเลยนะคือแบบรอเลยเมื่อไหร่มี ก็จะเตรียมเงินไว้แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามเกิดวิกฤตปุ๊บทุกอย่างจะออนเซลล์หมด เหมือนคุณไปห้างแล้วแบบมี Midnight sale ทุกอย่างเลาะสต๊อกหุ้นจะลงลงมาต่ำกว่าราคาที่แท้จริงที่ดินทองหรืออะไรก็จะลงมา ทีเนี่ยคนที่มีเงินก็จะไปช้อนซื้อพวกไม่มีเงิน กินใช้เฉยๆใช่ไหมครับที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ยิ่งไปกันใหญ่เลยทีนี้ เพราะคนมีตังค์ซื้อสินค้าในราคาที่ถูก คนไม่มีตังแค่เอาตัวรอดไปวันๆก็แย่แล้ว พอเศรฐกิจกลับมาดีไอ้คนที่ซื้อสินทรัพย์สินราคามูลค่าเพิ่มไป 5เท่า10 เท่าส่วนคนทั่วๆไปอย่างคนชั้นกลางคนยากจนก็ชีวิตเหมือนเดิม ความเหลื่อมรั้มเลยยิ่งไปกันใหญ่ยิ่งห่างยิ่งฉีดยิ่งฉีกไปเรื่อยๆ คนที่มีความรู้ด้านการเงินทำเงินตลอดเวลาทั้งเศรษฐกิจดีและไม่ดี สินเชื่อเงินด่วน Xpress Loan

เพราะฉะนั้นวิธีเตรียมตัวคือพยายามเคลียร์หนี้สินของตัวเอง ทำไมต้องลดหนี้สินก็เพราะว่าเราอาจจะมีผลกระทบทางด้านการเงิน เช่นงานที่ประจำโดนไล่ออกไม่มีเงินแล้วก็ไม่สามารถเคลียหนี้สินจตอนนั้นได้ หรือทำธุรกิจส่วนตัวถ้าเจอวิกฤตหนัก กลายเป็นว่าหนี้อาจจะพอกมากขึ้นเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเราคิดว่าวิกฤตมาแน่ๆละ เราตอนนี้ก็รีบเคลียร์หนี้สิน แล้วจะต้องถือเงินสดมากขึ้น เพื่ออะไรถ้าวิกฤตมาจริงๆ เราจะได้มีสภาพคล่อง เอาไว้จับจ่ายใช้สอยหรือไปลงทุนซื้อของในราคาถูกจะซื้อหุ้นจะซื้อกองทุนซื้อที่ดินราคาถูกนะ 3 ระวังเรื่องของรายจ่ายแล้วก็อย่าไปเพิ่มหนี้สินไม่จำเป็นไอ้ของที่ไม่จำเป็นในตอนนี้อาจจะต้องลดละเลิกไว้ก่อนเพื่อเก็บเงินสดไว้เยอะๆนะครับถ้ามีสำรองไว้เยอะๆใช่ไหมครับและธุรกิจใหม่จึงไม่ค่อยเป็นโอกาสของคุณเลยล่ะเพราะว่าทุกวิกฤตสร้างเศรษฐีใหม่เสมอสรุปว่าไม่ว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้านะคือมันเกิดขึ้นแน่ๆอยู่แล้วนะครับหน้าที่เราคือต้องเตรียมตัวรับมือไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลย จริงๆดีที่สุดเลยนะทำตัวเองให้แข็งแรงจนสามารถควบคุมเศรฐกิจตัวเองได้ วิกฤตจะเป็นเพื่อนของคนที่มีความรู้และจะเป็นศัตรูกับคนที่ไม่มีความรู้เสมอ